Archive for the ‘Thai Movies (หนงัไทย)’ Category

มิตร (สันติ วีระบุญชัย) ผู้จัดการโรงแรมหนุ่ม ได้รับมอบหมายจากพ่อของ ฟ้า (พิมพ์นิภา จิตตธีรโรจน์) แฟนสาวให้ดูแลโรงแรมที่เชียงใหม่ ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวฟ้า โดยที่ฟ้าดูแลโรงแรมที่กระบี่ จึงทำให้ทั้งสองต้องแยกกัน มาวันหนึ่งฟ้าได้โทรมาบอกให้มิตรกลับบ้านที่กระบี่ในวันสงกรานต์นี้ เพราะเธอกำลังจะแต่งงาน

          มิตรจึงต้องเปลี่ยนกำหนดการทั้งหมดแล้วตัดสินใจเดินทางกลับอย่างเร่งด่วน แต่เนื่องจากรถของเขาเกิดอุบัติเหตุ จึงต้องหารถรับจ้างไปเองให้ได้ แล้วเขาก็ได้มาพบกับ บังเอิญ (โก๊ะตี๋ อารามบอย) เจ้าของรถตู้ สภาพโกโรโกโส 2 วันดี 4วันซ่อม แต่มิตรไม่มีทางเลือก จึงต้องจ้างแถมโดน บังเอิญขูดเงินค่าจ้างราคาแพง แต่ก็ต้องจำยอมเดินทางไปเพราะหารถไม่ได้แล้ว

          ระหว่างทางพวกเขาได้รู้จักกับ พิม (อชิตะ ธนาศาสตนันท์) ซึ่งเป็นลูกสาวเจ้าพ่อ ขอติดรถไป ลงที่กรุงเทพฯ ด้วย ซึ่งพิมเองก็เข้ามาสร้างเรื่องวุ่นวายให้กับการเดินทางครั้งนี้เพิ่มขึ้นไปอีก การเดินทางจากเชียงใหม่ไปกระบี่ แสนจะยากลำบากทุลักทุเล มิตรและบังเอิญ ได้เจอกับปัญหามากมาย ทำให้ทั้งคู่เกิดความสนิทสนมกันและกลายเป็นคู่ก๊วน ที่จะป่วนในเทศกาลสงกรานต์

ปี 2016 กรุงเทพมหานคร เต็มไปด้วยความวุ่นวาย โจรผู้ร้ายชุกชุม เกิดการคอรัปชั่นของนักการเมืองและกระจายวงกว้างเกินกว่าจะควบคุมได้ โครงการอาวุธนิวเคลียร์ร้ายแรงกำลังจะเกิดขึ้น ท่ามกลางสภาพความเสื่อมโทรมของสังคม ประเทศชาติ ได้เกิด วีรบุรุษลึกลับ ที่ตามล่ากวาดล้างคนชั่ว เขาไม่เคยเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง ทุกครั้งที่ฆ่าคนชั่วสำเร็จ มีเพียงนามบัตรใบเดียวที่ทิ้งไว้ ภายใต้ชื่อ อินทรีแดง เท่านั้น อินทรีแดง ไม่ได้เป็นผู้ล่าเพียงฝ่ายเดียว เขายังต้องเผชิญหน้ากับ ปีศาจดำ นักฆ่ามือหนึ่ง ที่เหล่าคนชั่ว ส่งมาตามล่าเขา เช่นกัน 

วิ่งสู่ฝัน | เรื่องย่อ
          ในโรงเรียนระดับมัธยมมีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง มีเด็กนักเรียนหลายคนที่อยากจะเดิน ตามฝันของตัวเอง พีท (คิริน – อติวิชญ์ เอี่ยมยอดสิน) มีความต้องการจะตั้งวงดนตรีเป็นของตัวเอง เมื่อบังเอิญไปเห็น เกรท (อีฟ – ภรณ์รวี อนันตกุล) เล่นเปียโนในห้องดนตรีของโรงเรียนได้อย่างไพเราะ พีท จึงไปชวน มะนาว (สายป่าน – อภิญญา สกุลเจริญสุข) เพื่อนนักเรียนที่ดูห้าวๆ เพราะต้องช่วยเหลือตัวเองและทำงานช่วย แม่ (แพร – รัชนี ศิระเลิศ) เพราะ พ่อ (บี๋ – ธีรพงศ์ เหลียวรักวงศ์) ได้ทิ้งเธอกับแม่ไปอยู่กับเมียน้อย มะนาวเห็นดีด้วยกับความคิด ของพีท จึงยอมไปบ้านเกรทกับพีทเพื่อขอร้องให้ คุณแม่สุดเผด็จการ (จิ๊ก – เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์) ยอมให้เกรท ร่วมก่อตั้งวงกับเพื่อน ๆ แต่คุณแม่ไม่เห็นด้วยเพราะ มองว่าเป็นอาชีพเต้นกินรำกินและฐานะระดับมหาเศรษฐี อย่างเธอไม่จำเป็นต้องให้ลูกสาวไปทำงานอาชีพนี้ ส่วน คุณพ่อ (เคน สทรุทเคอร์) ไม่ได้คัดค้านอะไรเพราะเข้าใจ ความ รู้สึกของลูกได้ดี ในขณะที่ พ่อของพีท (อี๊ด – สุเทพ ประยูรพิทักษ์) กับ แม่ของพีท (ใหม่ – นัฎฐา ลอยด์) กลับสนับสนุนความคิดของลูกเป็นอย่างดี นอกจากจะซื้อเครื่องดนตรีให้แล้ว ยังยกห้องใต้ดินให้เป็นห้องซ้อม ดนตรีด้วย แต่เพราะใจมันเรียกร้องเกรทจึงหาทางหนีแม่ไปซ้อมดนตรีกับเพื่อนๆ หลังเลิกเรียนจนได้ ถึงแม้จะ เป็นเวลาอันน้อยนิดแต่ก็มีค่าสำหรับเธอ

สิงห์กับใหญ่ กำลังล่าหมาป่าตัวสุดท้าย ที่กัดเดือนเมียสาวของสิงห์ที่ท้องแก่ ที่ตึกต้องห้ามมีตาย้อยกับหลาน ชื่ออนิรุธอาศัยอยู่ เป็นทายาทหมาป่าตัวสุดท้ายที่ยังวัยเยาว์จึงถูกตาย้อย กักขังล่ามโซ่ไว้อย่างปลอดภัยภายในห้องลับๆ ภายในตึก จึงเป็นที่มาของตึกต้องห้าม ซึ่งไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้าไป แม้กระทั่งซอยที่เป็นที่ตั้งของตัวตึกก็ยังไม่มีใครกล้าเดินเฉียดเข้าไป คงมีแต่แฟร้งค์หนุ่มคุ้ยเขี่ยเท่านั้นที่หนีการไช่กระทืบ จากไอ้แดงกับไอ้ถั่วดำเข้ามาหลบภัยในซอยต้องห้าม และรอดตัวได้ทุกครั้ง

แต่แล้วครั้งสุดท้ายนี้เอง ที่แฟร้งค์ไม่สามารถออกจากซอยได้ เนื่องจากไอ้แดงกับไอ้ดำเฝ้าอยู่ปากซอย แฟร้งค์จึบหลบเข้าไปในตัวตึกต้องห้ามและคืนนั้นเป็นคืนที่พระจันทร์เต็มดวงจึงโดนอนิรุธ ผู้กลายร่างเป็นหมาป่ากัดเข้าที่ต้นคอ แฟร้งค์หนีออกมาได้ด้วยความงุนงง

ขุนเดช หัวหน้าแก๊งค์คุ้ยเขี่ยผู้ฉ้อฉล และมีขุนหนวก เลขาประจำตัวขุนเดชทราบเรื่องที่ไอ้แดงไอ้ทำไม่สามารถนำตัวแฟร้งค์มาร่วมแก็งค์ได้ เนื่องจากแฟร้งค์หนีเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในซอยต้องห้ามทุกครั้ง ขุนเดชจึงมอบหน้าที่นี้ให้กับฉู่ฉี่ดำเนินการต่อ ฉู่ฉี่หญิงสาววัย 18 ปี ที่ทั้งห้าวและบ้าบิ่นมีความสนิทสนมกับแฟร้งค์อยู่แล้ว จึงเข้ามาชักชวนแฟร้งค์ให้เข้าแก็งค์ แต่แฟร้งค์ไม่ยอมเพราะกลัวขุนเดชชี้โกง ฉู่ฉี่สังเกตเห็นแฟร้งค์มีพฤติกรรมคล้ายหมาขึ้นทุกทีจนฉู่ฉี่แปลกใจ แต่แฟร้งค์ก็ปฏิเสธทุกครั้งไป ลิงห์กับใหญ่ก็ว่าจ้างให้ขุนดชกับพวกแก๊งค์คุ้ยเขี่ยช่วยสืบหาตัวหมาป่า เนื้อเรื่องจะดำเนินต่อไปอย่างไรนั้น ติดตามได้ในภาพยนตร์เรื่อง คนหอนขี้เรื้อน ในคืนเดือนเสี้ยว

The Overture โหมโรง

Posted: พฤษภาคม 3, 2012 in Thai Movies (หนงัไทย)

ละครโทรทัศน์แห่งความภาคภูมิใจในคุณค่าศิลปวัฒนธรรมความเป็นไทย อันเป็นรากของแผ่นดิน ความงดงามและความไพเราะจากเครื่องดนตรีไทยอย่าง “ระนาดเอก” เริ่มต้นบรรเลงขับขานไปพร้อมกับเรื่องราวอันเข้มข้นของ “ศร” บุรุษผู้ที่ได้รับการยกย่องให้เป็น “มหาคีตกวี” กับเส้นทางชีวิตมุ่งหน้าสู่ความเป็น “นักระนาดเอกมือหนึ่งของแผ่นดิน” บรมครูของนักดนตรีไทย ผู้ผ่านทั้งยุคทองที่รุ่งเรืองอย่างสูงสุด และยุคตกต่ำที่สุดของวงการดนตรีไทย ยอดคนระนาดเอกแห่งสยามประเทศ จะกลับมาโลดแล่นบนจอแก้ว

Muay Thai Chaiya ไชยา

Posted: พฤษภาคม 3, 2012 in Thai Movies (หนงัไทย)

เด็กหนุ่มเมืองใต้ 3 คน เปี๊ยก (อัครา อมาตยกุล) ชายหนุ่มผู้มีเลือดนักสู้พลุ่งพล่าน เผ่า(ธวัชชัย เพ็ญภักดี) สายเลือดบริสุทธิ์ผู้สืบทอดมวยไชยา และสะหม้อ (สนธยา ชิตมณี) เพื่อนในกลุ่ม ที่มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ ร่วมสู้ถวายหัว ที่มีชีวิตผูกพันกันมายาวนานตั้งแต่เด็ก ใช้ชีวิตอยู่ในค่ายมวยเพื่อตามหาฝัน โลกของพวกเขาทั้งสาม ช่างสวยงามและเต็มไปด้วยความหวัง ที่จะได้โลดแล่นอยู่ในวงการมวย
ตำรามวยไชยาที่พ่อของเผ่าทิ้งไว้ให้ เป็นสิ่งที่ทำให้เพื่อนรักทั้งสามคน เกิดความฮึกเหิมและอยากจะเป็นนักมวยไชยาผู้ยิ่งใหญ่ แต่ในชีวิตจริงเส้นทางที่จะไปสู่ฝันช่างยากลำบาก ทั้งอุปสรรคและความรักที่เปี๊ยกและเผ่ามีให้กับผู้หญิงคนเดียวกัน ศรีไพร (กิเนีย ภริตา คงเพชร) นางพยาบาลสาวสวย ผู้ที่เข้ามาแทรกกลางความรักระหว่างเพื่อน
วันหนึ่งที่ค่ายมวยการมาถึงของ ทิว ไชยา(สามารถ พยัคฆ์อรุณ)พ่อของเผ่าผู้สืบทอดมวยไชยา
อดีตนักมวยชื่อเสียงโด่งดัง และนักพนันหนี้สินท่วมตัว จำเลยแห่งวงการซึ่งตกเป็นผู้ต้องหา คดีล้มมวยของแชมป์เปี้ยนนาม แกร่งศึก ( เต้ ไชยา)ยอดฝีมือแห่งมวยไชยา ผู้รักศักดิ์ศรีเหนือยิ่งชีวิต การกลับมาครั้งนี้ทำให้เขาได้มีโอกาสถ่ายทอดวิชามวยไชยา ให้กับศิษย์รุ่นสุดท้ายนั่นก็คือเผ่าลูกชายของเขา เปี๊ยก และสะหม้อ ในวิชามวย ไชยาทำให้พวกเขาเชื่อมั่นที่จะก้าวต่อไปข้างหน้า
จากบ้านเกิดพวกเขาเดินทางเข้าสู่กรุงเทพฯ พร้อมความฝันที่จะได้เป็นแชมป์เปี้ยนมวยไทย และที่กรุงเทพฯ หวาน (แสงทอง เกตุอู่ทอง) สาวอะโกโก้ผู้แสวงหารักแท้ ได้ก้าวเข้ามาสู้ชีวิตของเปี๊ยก การต่อสู้บนสังเวียนผ้าใบและ ในสังเวียนความรักของเผ่า เปี๊ยก หวาน และศรีไพร ก็เข้มข้น ไม่แพ้ การต่อสู้บนสังเวียนผ้าใบ
บทสรุปของความเป็นลูกผู้ชาย พิสูจน์จากชัยชนะหรือการเสียสละ 

ทุกชีวิตในโลกล้วนต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง คนหลายคนกลัว และไม่กล้าที่เผชิญ หรือยอมรับกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น แต่ในขณะที่ใครบางคนเคยบอกไว้ว่า ความน่ากลัวไม่ได้อยู่ที่การที่คนเราต้องเปลี่ยนแปลง แต่วิธีการเตรียมพร้อม และการควบคุมสติ ที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นต่างหาก ที่เราควรจะกลัว…

สำหรับพระที่ผ่านการบวชเรียน และใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตอยู่ในโลกแห่งธรรมะอย่าง พระธรรม (ว่าน – ภูวฤทธิ์ พุ่มพวง) ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ได้เรียนรู้การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ที่เกิดขึ้นในชีวิตเพียงครั้งเดียวคือ การสูญเสียพ่อแม่ เมื่อมีอายุได้เพียง 5 ขวบ เมื่อพ่อแม่เสียชีวิต ทำให้จันทร์พี่สาวเพียงคนเดียวของพระธรรม ตัดสินใจนำมาฝากไว้กับหลวงพ่อในวัดป่าแห่งหนึ่ง ใช้ชีวิตเติบโตมาเพียงลำพังในโลกที่ไม่เพียงแตกต่าง แต่ยังหากไกลจากการดำเนินชีวิตของผู้คนส่วนใหญ่ ส่วนพี่สาวตัดสินใจออกเดินทางสู่โลกกว้าง สู้ชีวิตเพื่อหาเลี้ยงสามเณรธรรม แทบกล่าวได้ว่า “ความเปลี่ยนแปลง” เป็นสิ่งที่สร้างความคุ้นเคย ให้กับพระธรรมน้อยที่สุด

แต่โดยไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีเหตุการณ์ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต กำลังจะเกิดขึ้นกับพระธรรมในวัยเฉียด 30 พรรษา เมื่อได้รับแจ้งข่าวว่า พี่จันทร์ซึ่งเป็นพี่สาวเพียงคนเดียว เสียชีวิตในระหว่างการเดินทางมาทอดผ้าป่า ยังวัดที่พระธรรมปฏิบัติธรรมอยู่พร้อมกับ มารีอา (แซร่าห์ – สรัญญ่า เครื่องสาย) ลูกสาววัย 7 ขวบ และน้องๆ นักร้องคาแฟ่ที่นับถือกัน แต่เคราะห์ร้ายที่รถไฟขบวนดังกล่าว ถูกผู้ก่อการร้ายลอบวางระเบิดที่ปัตตานีเสียก่อน พระธรรมรีบเดินทางมาให้ทันร่วมงานศพของพี่จันทร์ ที่อำเภอเบตง จ.ยะลาโดยด่วน

 โดยพระทางธรรมที่ผ่านการบวชเรียนมาตลอดชีวิต ต้องออกเดินทางนับพันกิโลเมตร จากวัดป่าในภาคอีสาน โดยรถบัส ต่อรถไฟ ขึ้นรถยนต์ สู่ดินแดนที่อยู่ใต้สุดของประเทศอย่างเบตงเป็นครั้งแรก สิ่งที่พระธรรมรู้สึกได้ จากการย่างก้าวออกมาจากโลกแห่งธรรมะ สู่โลกแห่งโลกียะ เผชิญหน้ากับโลกแห่งความเป็นจริงเป็นครั้งแรกนั้น คือความแตกต่างที่เห็นได้ชัด จากโลกตรงหน้ากับโลกที่ตนจากมา ทั้งๆ ที่เป็นโลกใบเดียวกัน ดูเหมือนว่าทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว ช่างหมุนและเดินหน้าเร็วกว่าโลกเก่าที่คุ้นเคยนัก ดูทีท่าว่านอกจากจะไม่เคยหยุดนิ่งแล้ว ยังมีสีสันแปลกตา และเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายอย่างเหลือเกิน

 การเดินทางมาราธอนแบบนันสต็อป โดยไม่หยุดพักนับสิบๆ ชั่วโมง ทำให้พระธรรมเรียนรู้ความพ่ายแพ้เป็นครั้งแรก เมื่อร่างกายไม่สามารถปรับตัว และเอาชนะกับอุปสรรคในการเดินทางครั้งนี้ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม พระธรรมก็สามารถเดินทางมาถึงพิธีศพพี่จันทร์ ที่วัดได้อย่างทันท่วงที ถึงแม้จะเต็มไปด้วยความทุลักทุเล

ที่เบตง พระธรรมได้พบกับผู้คน ที่เกี่ยวพันในชีวิตของพี่จันทร์มากมาย ล้วนแตกต่างทั้งในวัยวุฒิ และคุณวุฒิอันหลากหลายของกันและกัน ซึ่งสะท้อนถึงอุปนิสัยใจคอที่ดี มีมนุษยสัมพันธ์ที่ใครๆ ต่างก็รักและนับถือในตัวพี่จันทร์ ในชีวิตช่วงสุดท้ายของพี่สาวเพียงคนเดียวของพระธรรม คือการทุ่มเทเวลาทั้งหมดไปกับการเลี้ยงดูมารีอา และกิจการร้านเสริมสวยทำผมแต่งหน้า ซึ่งมีลูกค้าประจำ คือกลุ่มบรรดานักร้องคาเฟ่รุ่นน้องของพี่จันทร์ ที่มาใช้บริการ ก่อนที่จะออกไปประกอบอาชีพ มอบความสุขให้กับผู้คนในแต่ละค่ำคืน จนดูเหมือนว่าร้านเสริมสวยมารีอา ที่พี่จันทร์ตั้งตามชื่อลูกสาว แทบจะกลายเป็นบ้านหลังที่ 2 ของเหล่านักร้องเหล่านี้เต็มที่ ทำให้พระธรรมตัดสินใจลาสึกจากสมณเพศที่คุ้นเคยมาทั้งชีวิต เพื่อออกมาดูแลมารีอา หลานสาวที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขเดียวที่ยังเหลืออยู่ เพราะคงไม่ดีนัก ถ้ามารีอาต้องเติบโตขึ้นมา ท่ามกลางสภาพสังคมของกลุ่มผู้หญิงกลางคืน และที่สำคัญที่สุด ธรรมคงไม่สามารถดูแลมารีอาได้เต็มที่ ตราบใดที่ยังคงอยู่ในสถานะของพระ ที่ต้องนุ่งเหลืองห่มเหลืองเป็นแน่แท้

 ธรรมยังจำได้ถึงวินาทีแรก ที่พระธรรมเห็นแววตาของหลานสาวตัวน้อย ที่นอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล ดูช่างน่าสงสารเป็นยิ่งนัก ที่ต้องสูญเสียคนที่รักไปตั้งแต่อายุยังน้อย หนำซ้ำขาข้างหนึ่ง ยังต้องใส่เฝือกนอนซมอย่างน่าสงสาร ทำให้อดที่จะห่วงไม่ได้ ถึงแม้ว่ามารีอาจะได้รับการดูแล และเป็นที่รักใคร่ของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักร้องคาเฟ่หรือแม้แต่ หลิน (ยุ้ย – จีรนันท์ มะโนแจ่ม) หญิงสาวอีกคนที่คอยช่วยเหลือเลี้ยงดูมารีอามาตลอด หลังจากพี่จันทร์เสียชีวิต หลินเป็นหญิงสาวลูกครึ่งจีน ที่งามทั้งหน้าตาและจิตใจดี หลินเปิดกิจการบริษัททัวร์ตั้งอยู่เยื้องๆ กับร้านเสริมสวยมารีอา ไม่ว่าจะมีงานเยอะแค่ไหน หลินก็จะแบ่งเวลา และปลีกตัวทำหน้าที่คอยขี่มอเตอร์ไซด์ รับส่งมารีอาไปเรียนหนังสืออยู่ทุกวัน หรือแม้แต่ พี่วงศ์ (พิภูษณ วิจิตรวงศ์เจริญ) ชายหนุ่มวัยกลางคนเจ้าของคาเฟ่ จิตใจดีมีนิสัยคอยให้ความช่วยเหลือ ในทุกๆ เรื่องแก่พี่จันทร์ มารีอา รวมทั้งยังคอยช่วยเป็นธุระให้กับธรรม ตั้งแต่ติดต่อเรื่องการสึก การย้ายสถานะทางโลกจากพระ มาเป็นนาย (บุคลลธรรมดา) ทำบัตรประชาชน รวมทั้งติดต่อทนาย ทำเรื่องการขอเลี้ยงดูมารีอาอย่างเป็นทางการจาก กาเซ็ม พ่อของมารีอา ชาวมุสลิมที่เดินเรืออยู่ที่มาเลเซีย และไม่เคยดูแลมารีอาเลย หลังจากเลิกกันกับจันทร์ นอกจากนี้ยังมี เฟิร์น (สรวงสุดา ศรีธัญรัตน์) นักร้องสาวดาวเด่นประจำคาเฟ่ ที่รู้สึกผูกผันกับธรรมเป็นพิเศษ และเป็นคนที่ทำให้ธรรมรู้ว่า ต้องแต่งตัวอย่างไรถึงจะจ๊าบ

 ความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ที่ประดังเข้ามา ทำให้ทิดธรรมต้องเรียนรู้ และปรับตัวในโลกใหม่ใบเดิมที่บูดๆ เบี้ยวๆ การเผชิญหน้าภาวะแวดล้อมที่ล้วนเต็มไปด้วยเพศหญิง ความผูกพัน ความรัก ความสูญเสีย โดยเฉพาะอารมณ์และความรู้สึก ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมด้วยเหตุและผล ล้วนเป็นความรู้สึกที่ไม่สามารถอธิบายได้ทั้สิ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจ จากความใกล้ชิดและผูกพันที่เกิดขึ้น ทำให้ธรรมอดไม่ได้ ที่จะเกิดความรู้สึกบางอย่างกับหลินขึ้นโดยไม่รู้ตัว ในขณะเดียวกันกับที่พระธรรมกำลังจะสูญเสียมารีอา หลานสาวเพียงคนเดียว เมื่อกาเซ็มพ่อแท้ๆ ของมารีอา เรียกร้องที่จะขอเป็นผู้ดูแลเลี้ยงดูมารีอาด้วยตัวเอง โดยจะนำไปอยู่ที่มาเลเซียกับตน แต่ดูเหมือนว่า บททดสอบในการใช้ชีวิตทางโลกของธรรม จะยังยุ่งเหยิงไม่พอ เมื่อเขาต้องเผชิญกับความเป็นจริงที่ว่า หลินเองพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิต ให้กับคนที่หลินรักยอมแลก และเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต เพื่อสิ่งที่รักว่า “ความรัก”

ขณะเดียวกันได้เกิดการปรากฎตัวของ ฟารุก (หนุ่ม – อรรถพร ธีมากร) หัวหน้าขบวนการใต้ดิน ที่ทางการเชื่อว่าเป็นตัวการ ได้เกี่ยวพันกับการลอบวางระเบิดบนรถไฟที่ จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้พี่จันทร์เสียชีวิต ขณะเดียวกันกับที่เฟิร์น สาวคาเฟ่ที่หลงใหลในตัวธรรม กำลังจะทำให้ธรรมได้เรียนรู้สิ่งที่เรียกว่า “ความต้องการทางเพศ” เป็นอย่างไร โดยมีสิ่งเดียวที่จะอยู่ติดตัวกับธรรมมาทั้งชีวิต จะช่วยให้ผ่านวิกฤตการณ์สำคัญในชีวิตได้ คือการยึดครองสติให้มั่น

 เพียงทว่าในความเป็นจริง ไม่มีใครตอบได้ว่า ณ บัดนี้โลกใหม่ใบเดิม ที่เต็มไปด้วยความสับสนพุ่งพล่าน ได้แทรกซึมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง ในชีวิตของทิดธรรมมากน้อยเพียงไร แล้วโลกเก่าที่จากมา จะยังคงหลงเหลืออยู่ในจิตใจของธรรมมากน้อยเพียงไร และสติที่เหลืออยู่นั้น เพียงพอที่จะสามารถรับมือ กับความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในชีวิตของเขาหรือไม่…

กลุ่มชาวตะวันตก แดน (แดเนียล โอนีลล์) ไมก์ (กวิญอง เจคอบ ไมลส์) จอห์น (เรย์มอนด์ ฮิวเบอร์) และ โคแนน (โคแนน สตีเวนส์) ชักชวนกันเดินทางมาท่องเที่ยวเมืองไทย ด้วยความตื่นตาตื่นใจกับแสงสีของเมืองบางกอก ทั้ง 4 คนจึงใช้จ่ายเงินเที่ยวเตร่อย่างสนุกสนานจนลืมตัว แถมยังนำเงินก้อนสุดท้ายไปเสี่ยงเล่นการพนันจนเป็นหนี้บ่อนถึง 1 ล้านบาท เจ้าของบ่อนขู่บังคับว่า ถ้าไม่เอาเงินมาใช้หนี้ภายใน 1 สัปดาห์ ทั้ง 4 คนจะต้องเดือดร้อน พวกเขาจึงคิดหาทางลัดและลงความเห็นกันว่า การจับคนมาเรียกค่าไถ่เป็นวิธีที่ง่ายและเร็วที่สุด เป้าหมายของพวกเขาคือ ไอรีณ (ไปรยา สวนดอกไม้) ลูกสาวของพ่อหม้ายมหาเศรษฐีพันล้าน แฮริส ดอว์สัน (เลียม โนล แฮร์ริสัน) โดยพวกเขาเรียกค่าไถ่เป็นจำนวนเงิน 10 ล้านบาท เมื่อถึงวันนัดหมายจ่ายเงินค่าไถ่ อะไรๆ กลับไม่เป็นไปตามคาด เพราะ แฮริส สั่งการให้ เล็ก (ดอม เหตระกูล) และ ฮันส์ (เล็กซ์ ดิ โกรต) ผู้คุ้มกันชั้นยอดของ ไอรีณ ออกโรงมาจัดการ แต่พวก แดน อาศัยไหวพริบเอาตัวรอดมาได้ หลังจากนั้น ไมก์ ได้รู้ความจริงว่า ไอรีณ ไม่ได้เป็นลูกในไส้ของ แฮริส แถมเขายังต้องการกำจัดเธอเพื่อฮุบทรัพย์สมบัติ ซึ่งเธอกำลังจะได้รับเมื่อมีอายุครบ 21 ปีบริบูรณ์ ไมก์ จึงบอกความจริงกับ ไอรีณ และปล่อยตัวเธอไป แต่แล้ว แฮริส กลับส่งลูกน้องนับร้อยมาจับตัวทุกคนเอาไว้ แดน ใช้ความสามารถพิเศษหลบหนีไปได้เพียงคนเดียว ต่อจากนี้ แดน จะแก้ปัญหาอย่างไรเมื่อ ไอรีณ และเพื่อนๆ ของเขาโดนจับตัวไปด้วยกัน โดยเฉพาะเมื่อเขาเริ่มมีความรู้สึกพิเศษกับ ไอรีณ ขึ้นมา สำหรับหนุ่มๆ แค่ได้ดูนางเอกก็คุ้มแล้วค่ะ แต่ถึงอย่างไรหนังเรื่องนี้ก็ค่อนข้างสนุกเหมือนได้ดูหนังของโทนี่จาเลยค่ะ

กลางปี 2549 ชาวบ้านฮือฮาพบวัตถุประหลาดคล้ายเจลใสหล่นจากฟากฟ้าลือเป็นสัตว์ประหลาดต่างดาว!
แต่…สุดท้ายเรื่องราวกลับ โอละพ่อเมื่อสัตว์ประหลาดที่ว่ากลับกลายเป็นแค่แผ่นเจลลดไข้แช่น้ำธรรมดา!
แต่…จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเจลลดไข้ไม่ได้เป็นแค่เจลลดไข้ แต่ดันหักมุม(อีกที) กลายเป็นสิ่งมีชีวิตจากต่างดาวเข้จริงๆ!!!

เรื่องราวเกิดขึ้นหลังค่ำคืนพายุฝนฟ้าคะนอง เมื่อวัตถุลึกลับปริศนาตกลงมาในเขตแดนระหว่างบ้านของป๊า(จตุรงค์ มกจ๊ก) เจ้าของร้านซาลาเปาที่ปากกล้าและอหังการกับทุกคน …ยกเว้นเมีย กับน้าแมว(จิ้ม ชวนชื่น) จิ๊กโก๋รุ่นใหญ่เจ้าของโรงน้ำแข็งผู้ไม่เคยก้มหัวให้ใคร

ในเมื่อไอร้อนจากหม้อนึ่งซาลาเปาทำให้น้ำแข็งละลาย มันจึงกลายเป็นข้อขัดแย้งทางธุรกิจที่ทำให้เสือสองตัวอยู่รั้วติดกันไม่ได้ ทั้งคู่ถืออีกฝ่ายเป็นศัตรูคู่อริและสาบานต่อดินฟ้าว่า ‘ผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ’

แต่…รักต้องห้ามก็ยังเกิดขึ้นจนได้ เมื่อไอ้หนุ่มสมหมาย(ฟรอยด์ ณัฏฐพงศ์) หลานชายน้าแมว ชายหนุ่มขี้เล่นที่ยังหาทางเอาดีกับชีวิตไม่ได้ ดันปีนข้ามรั้วมาจีบหมูแดง(พีค ภัทรศยา) ลูกสาวคนโตสุดรักสุดหวงของป๊า

ในสถานการณ์ที่ทั้งสองบ้านกำลังเผชิญกับปัญหาถูกมาเฟียเจ้าถิ่นคุกคามไล่ที่ อยู่ดีๆสัตว์ประหลาดจากต่างดาวที่ตกลงมาก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความอลหม่าน

เมื่อ ‘ความร้อน’ คือขุมพลังงานสำคัญ เจ้าสัตว์ต่างดาวจึงออกอาละวาด โดยใช้วิธีจู่โจมเข้าไปในร่างกายของสิ่งมีชีวิตเพื่อดูดความร้อนออกมา แถมยังแพร่พันธุ์วางไข่อีกนับร้อยใบไว้ในหม้อนึ่งซาลาเปา! ในขณะที่เจ้าของร่างที่ถูกมันจู่โจมก็จะโดนดูดความร้อนทั้งหมดออกจากตัว จนร่างกลายเป็นน้ำแข็งและเสียชีวิตในที่สุด

งานนี้ ศัตรูคู่อาฆาตจึงต้องหันมาญาติดีกัน เพื่อร่วมมือกันงัดเอาสุดยอดกลเม็ดเด็ดพรายมาปราบเจ้าสัตว์ประหลาดร้ายจากต่างดาวตัวนี้ให้จงได้

ต๋อง (ริชาร์ด เกียนี่) อายุ 10 ขวบ เป็นเด็กกำพร้า อาศัยอยู่กับลุงมิ่ง (เทพ โพธิ์งาม) ที่มีอาชีพเก็บมะพร้าวขายกับ ลิงจอมแสบ กะปิ (ไข่เล็ก) และแล้วลุงมิ่งก็เสียชีวิตกะทันหัน ทิ้งให้ต๋องและกะปิ ต้องอยู่กันตามลำพัง โดยมีสวนมะพร้าวและที่ดินสวยติดทะเลทิ้งไว้ให้และมีพี่หงษ์ (ภาวิณี วิริยะชัยกิจ) สัตวแพทย์สาว และแฟนหนุ่ม กานต์ (ทวีฤทธิ์ จุลละทรัพย์) เจ้าหน้าที่กรมที่ดิน คอยช่วยเหลือดูแลแต่ เมื่อมีคนในหมู่บ้านพยายามหาทางเข้ามายึดผืนดินของลุงมิ่ง ต๋องและกะปิ จึงต้องร่วมมือกัน เขาจะต้องฝึกกะปิลงแข่งปีนเก็บลูกมะพร้าวกับเก่ง ลูกชายผู้ใหญ่บ้านและลิงเก็บมะพร้าวฝีมือขั้นเทพจากต่างถิ่น โดยมีบ้านและที่ดินของลุงมิ่งเป็นเดิมพัน แต่ความไม่ลงรอยระหว่างต๋องและกะปิเข้าขั้นน่าเป็นห่วง การฝึกฝนจึงไม่ง่ายอย่างที่คิด!